คลังสื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทย
เข้าถึงแหล่งสารสนเทศและเทคโนโลยีการสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างยั่งยืน
มนุษย์มีศักยภาพมากกว่าที่เรามักจินตนาการไว้ ความสามารถดังกล่าวไม่ได้ปรากฏเฉพาะในสนามกีฬา แต่ยังสามารถพบเห็นได้บนสนามแสดงของวงดรัมคอร์ป ซึ่งนักดนตรีต้องผสมผสานทั้งความแข็งแรง ความอดทน การควบคุมร่างกาย ความแม่นยำทางดนตรี และสมาธิในระดับสูงเข้าด้วยกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง จิตสำนึก อารมณ์ ร่างกาย และพลังงาน ซึ่งพยายามอธิบายว่า สภาวะภายในของมนุษย์อาจมีอิทธิพลต่อการรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมของเราอย่างไร
บทความนี้จึงพาเราเดินทางจาก "ร่างกายของนักดนตรี” ไปสู่ "จิตสำนึกของมนุษย์” ผ่านสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความทนทานระดับนักกีฬาของวงดรัมคอร์ป และแนวคิดเรื่องพลังงานกับจิตสำนึกที่เชื่อมโยงกับชื่อของ ดร. มิชิโอะ คูชิ (Dr. Michio Kushi)
การศึกษาสมรรถภาพทางกายของนักดนตรีดรัมคอร์ปในยุคของ Star of Indiana ปี 1993 ชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า การแสดงดรัมคอร์ปไม่ได้เป็นเพียงการเล่นดนตรีเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักและมีลักษณะใกล้เคียงกับการฝึกของนักกีฬา
นักดนตรีต้องเดินและเคลื่อนไหวเป็นระยะทางจำนวนมากภายในสนาม ขณะเดียวกันก็ต้องเล่นเครื่องดนตรีอย่างแม่นยำ รักษาท่าทางให้ถูกต้อง และเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับสมาชิกคนอื่น ๆ ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและจังหวะดนตรี
หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการทดสอบกับ Dave Reeves สมาชิกวัย 19 ปี โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับติดตามการทำงานของระบบหัวใจและการหายใจ รวมถึงการวัดปริมาณออกซิเจนขณะทำการแสดงหรือซ้อม
ผลการทดสอบที่ถูกนำเสนอมีความน่าสนใจอย่างมาก
อัตราการเต้นของหัวใจ
จากอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักประมาณ 62 ครั้งต่อนาที อัตราการเต้นเพิ่มขึ้นประมาณ 150 ครั้งต่อนาที ในช่วงกลางของการแสดง และสามารถขึ้นไปแตะประมาณ 190 ครั้งต่อนาที ในช่วงท้าย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าร่างกายของนักดนตรีต้องทำงานอย่างหนักตลอดการแสดง
การใช้ออกซิเจน
ในช่วงที่มีความเข้มข้นสูง มีการรายงานว่าสามารถใช้ออกซิเจนมากกว่า 100 ลิตรต่อนาที ซึ่งสูงกว่าช่วงพักอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขด้านสรีรวิทยาเหล่านี้ควรพิจารณาร่วมกับวิธีการวัดและบริบทของการทดลอง เนื่องจากค่าการใช้ออกซิเจนระดับดังกล่าวมีความสูงมาก และไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับนักกีฬาประเภทต่าง ๆ โดยตรงโดยปราศจากรายละเอียดของวิธีการวัด
สิ่งที่ทำให้ดรัมคอร์ปมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือ นักดนตรีไม่ได้เพียงแค่ "วิ่ง” หรือ "ออกกำลังกาย”
พวกเขาต้องทำหลายสิ่งพร้อมกัน ได้แก่
ดังนั้น ความยากของดรัมคอร์ปจึงไม่ได้อยู่ที่ "ความแข็งแรง” เพียงอย่างเดียว แต่คือการควบคุม ร่างกาย สมอง การหายใจ การเคลื่อนไหว และดนตรี ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบการแสดงจึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างความสวยงามหรือความตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงภาระทางกายภาพของผู้แสดงด้วย
ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวหนักจึงสลับกับช่วงที่ลดความเข้มข้นลง
มองในมิติทางสรีรวิทยา การขึ้นลงของความเข้มข้นดังกล่าวช่วยให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นตัวบางส่วนระหว่างการแสดง และเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารภาระทางกายภาพของนักแสดง
นี่คือเหตุผลที่ดรัมคอร์ปสามารถถูกมองได้ว่าเป็นจุดบรรจบระหว่าง ศิลปะการแสดง ดนตรี และสมรรถภาพทางกาย
เมื่อเรามองเห็นความสามารถของร่างกายมนุษย์จากดรัมคอร์ปแล้ว คำถามต่อไปคือ
แล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมร่างกายทั้งหมดนั้นคืออะไร?
คำตอบหนึ่งคือ "จิตสำนึก”
มนุษย์ไม่ได้เพียงแค่เคลื่อนไหวร่างกาย แต่ยังสามารถรับรู้ความคิด อารมณ์ ความกลัว ความหวัง และสร้างเป้าหมายให้กับชีวิตของตนเองได้
แนวคิดในส่วนนี้จึงพยายามมองมนุษย์ในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ มนุษย์ในฐานะระบบที่ประกอบด้วย ร่างกาย สมอง อารมณ์ จิตสำนึก และกระบวนการทางชีวภาพที่สัมพันธ์กัน
ในทางฟิสิกส์ สสารและพลังงานมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และสสารในระดับพื้นฐานประกอบด้วยอนุภาคและสนามต่าง ๆ
แนวคิดเชิงจิตวิญญาณและแนวคิดด้านพลังงานบางสำนักจึงนำพื้นฐานดังกล่าวไปตีความต่อว่า มนุษย์เองก็เป็นระบบพลังงานที่มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา
แนวคิดเกี่ยวกับ เส้นลมปราณ (Meridians) ก็เป็นหนึ่งในกรอบความคิดที่ปรากฏในศาสตร์ตะวันออก โดยอธิบายร่างกายในฐานะระบบที่มีเส้นทางการไหลเวียนของพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าเส้นลมปราณเป็น "ทางเดินของแม่เหล็กไฟฟ้าที่พิสูจน์ได้แล้ว” ยังเป็นข้อกล่าวอ้างที่ควรแยกออกจากข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การรีบตัดสินว่าแนวคิดดังกล่าว "จริงหรือไม่จริง” แต่คือการตั้งคำถามว่า
มนุษย์จะสามารถฝึกการรับรู้และควบคุมสภาวะภายในของตนเองได้มากเพียงใด?
หัวใจและสมองเป็นระบบสำคัญที่มีการสื่อสารระหว่างกันตลอดเวลา
หัวใจมีระบบไฟฟ้าภายในที่สามารถตรวจวัดได้ และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติสามารถส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ขณะที่ภาวะทางอารมณ์ เช่น ความเครียด ความกลัว หรือความสงบ ก็สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและระบบประสาท
แนวคิดเรื่อง Heart-Brain Coherence จึงถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายภาวะที่การทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาทมีรูปแบบที่เป็นระเบียบมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตีความเกินหลักฐานว่า สนามแม่เหล็กไฟฟ้าของหัวใจสามารถ "ควบคุมความเป็นจริงภายนอก” หรือสร้างเหตุการณ์ตามความคิดได้โดยตรง
แต่เราสามารถมองแนวคิดนี้ในกรอบที่มีเหตุผลได้ว่า
เมื่อสภาวะภายในมีความสมดุลมากขึ้น การรับรู้ การควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ลองจินตนาการว่าภายในสมองและร่างกายของเรามี "วงออร์เคสตรา” ขนาดใหญ่
หากนักดนตรีทุกคนเล่นคนละจังหวะ เสียงที่เกิดขึ้นย่อมเต็มไปด้วยความสับสน
นี่เปรียบได้กับภาวะที่มนุษย์มีความเครียดสูง มีความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
ในทางตรงกันข้าม หากองค์ประกอบต่าง ๆ ทำงานสอดคล้องกัน เราจะเกิดความรู้สึกสงบ มีสมาธิ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่คือแนวคิดของ Coherence หรือความสอดประสาน
แนวคิดเรื่อง Observer Effect ในฟิสิกส์ควอนตัมมักถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องจิตสำนึกและการสร้างความเป็นจริง
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมากในการนำปรากฏการณ์ควอนตัมมาอธิบายว่า "ความคิดของมนุษย์สามารถเลือกความเป็นจริงได้โดยตรง”
ปรากฏการณ์ผู้สังเกตในกลศาสตร์ควอนตัมมีความหมายเฉพาะในบริบทของการวัดและระบบควอนตัม ไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่เราคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นจะกลายเป็นความจริงตามต้องการ
อย่างไรก็ตาม หากนำแนวคิดนี้มาใช้ในเชิงปรัชญาและจิตวิทยา เราอาจมองได้ว่า
สิ่งที่เราให้ความสนใจ จะมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เรามองเห็น ตีความ และตัดสินใจ
และการตัดสินใจเหล่านั้นก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและเส้นทางชีวิตของเราได้จริง
จากแนวคิดเรื่องการควบคุมสภาวะภายใน สามารถนำมาประยุกต์เป็นกิจวัตรง่าย ๆ ได้ โดยมองว่าเป็น แนวทางฝึกสติและการกำกับตนเอง มากกว่าการรับประกันว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงด้วยพลังงานเหนือธรรมชาติ
10 นาทีแรกหลังตื่นนอน
เริ่มต้นวันด้วยการนั่งอย่างสงบ หายใจเข้าและออกช้า ๆ โดยให้ความสนใจกับความรู้สึกบริเวณหน้าอกและการเคลื่อนไหวของลมหายใจ
จากนั้นสร้างความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในชีวิต
เป้าหมายไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองคิดบวก แต่คือการเริ่มต้นวันด้วยสภาวะที่สงบและมีสติ
วันละ 3 ครั้ง หยุดกิจกรรมประมาณ 1–2 นาที แล้วสำรวจร่างกายของตนเอง
ถามตัวเองว่า
การสังเกตโดยไม่ตัดสินช่วยให้เรารู้จักสภาวะภายในของตัวเองมากขึ้น
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่ภาวะเครียด ให้หยุดวงจรความคิดชั่วคราว แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ
สามารถทดลองใช้รูปแบบง่าย ๆ เช่น
หายใจเข้า 5 วินาที → กลั้น 5 วินาที → ผ่อนลมหายใจออก 7 วินาที
โดยไม่ฝืนร่างกาย
จุดประสงค์คือการหยุดปฏิกิริยาอัตโนมัติและสร้างช่วงเวลาสำหรับการตอบสนองอย่างมีสติ
สัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจินตนาการถึงตัวเองในอนาคต
ไม่ใช่เพียงการเห็นภาพว่า "ประสบความสำเร็จ” แต่ให้ถามว่า
ถ้าฉันเป็นคนคนนั้นจริง ๆ ฉันจะคิดอย่างไร?
ฉันจะทำงานอย่างไร?
ฉันจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร?
และวันนี้ฉันสามารถเริ่มทำอะไรได้หนึ่งอย่าง?
วิธีนี้สามารถเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นเป้าหมายและพฤติกรรมที่จับต้องได้
ก่อนนอน ให้ทบทวนเหตุการณ์ดี ๆ อย่างน้อย 3 เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น
อาจเป็นเรื่องเล็กมาก เช่น
สิ่งสำคัญคือการหยุดและรับรู้ความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นอย่างเต็มที่
เรื่องราวของดรัมคอร์ปทำให้เราเห็นศักยภาพของ ร่างกายมนุษย์
นักดนตรีสามารถแบกรับภาระทางกายภาพมหาศาล ขณะเดียวกันยังต้องควบคุมการเคลื่อนไหว จังหวะ เสียง ดนตรี และสมาธิให้ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ
ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องจิตสำนึกและพลังงานทำให้เราหันกลับมามองอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ นั่นคือ ความสามารถในการรับรู้และกำกับสภาวะภายในของตนเอง
เราอาจยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ความคิดสามารถควบคุมสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของจักรวาลหรือเลือกความเป็นจริงได้โดยตรง
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ
ความคิดส่งผลต่ออารมณ์
อารมณ์ส่งผลต่อพฤติกรรม
พฤติกรรมส่งผลต่อการตัดสินใจ
และการตัดสินใจซ้ำ ๆ สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเราได้
ดังนั้น การฝึกฝนตนเองจึงไม่ได้หมายถึงการรอให้จักรวาลเปลี่ยนแปลงเพื่อเรา
แต่คือการเปลี่ยนแปลง "ระบบภายใน” ของเราเสียก่อน
จากความสับสน → สู่ความชัดเจน
จากความกลัว → สู่ความมั่นคง
จากปฏิกิริยาอัตโนมัติ → สู่การเลือกอย่างมีสติ
จากการเป็นผู้ตามสถานการณ์ → สู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางชีวิต
และบางที นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของคำว่า
"ศักยภาพของมนุษย์”
เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเพียงพลังที่จะวิ่งให้ไกลขึ้น แบกของให้หนักขึ้น หรือเล่นดนตรีให้สมบูรณ์แบบขึ้นเท่านั้น
แต่ยังมีศักยภาพที่จะ รู้จักตนเอง ควบคุมตนเอง และเลือกว่าจะใช้ชีวิตแบบใด
เมื่อร่างกาย จิตใจ และการกระทำเริ่มทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เราอาจไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงจักรวาล
แต่กำลังเปลี่ยนแปลง จักรวาลเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "ชีวิตของเราเอง”
แหล่งข้อมู:
💬 แสดงความคิดเห็น